สารจากประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย

ทั้งจากแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติถ่ายโอนไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น การเข้าสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและแนวคิด CASE (Connected, Autonomous, Shared, Electric) โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป  ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการผลิตที่เน้นเลือกใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรการล็อกดาวน์ในจีนที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจในการพึ่งพิงฐานวัตถุดิบจากจีนที่เดียว และหลังจากจีนปลดล็อกดาวน์ยังได้รับผลกระทบด้านต้นทุนดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ วัตถุดิบ ค่าระวางบรรทุกทางเรือ และตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน

การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเป็นเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจและการสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกให้สมดุลใหม่ การรับมือและการปรับตัวของ FPI ต่อความท้าทายดังกล่าวประกอ บด้วย 1) กระจายความเสี่ยงการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ 2) ลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพ 3) สร้างธุรกิจใหม่ โดยนำเครื่องมือการสร้างวัฒนธรรมแห่งการลงมือปฏิบัติ (4DX)  เพื่อกำจัดช่องว่างผลการดำเนินงานของธุรกิจและดึงศักยภาพความแตกต่างของแต่ละบุคคลในองค์กรมาร่วมทำงานเป็นทีมก่อให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ๆในการช่วยเหลือ แบ่งปัน ประสานงาน มองเป้าหมายร่วมกัน และมุ่งมั่นต่อเป้าหมายที่สำคัญขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การเอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์และให้อิสระแสดงความคิดในการแก้ไขปัญหา ก่อให้เกิดการ

FPI ได้ปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นในการรับมือสถานการณ์โรคระบาด พร้อมคุมเข้มมาตรการบริหารจัดการความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (BCM) และร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการดูแลรายได้และสุขภาพของพนักงาน คู่ค้า/ผู้รับเหมาช่วงและชุมชนในการเผชิญกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด จึงได้พัฒนาโปรแกรมแอปพลิเคชัน “ITA” ที่บันทึกข้อมูลการเดินทางของพนักงานด้วยเทคโนโลยีในการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 1, 3

Science Based Targets initiative ได้อนุมัติเป้าหมายการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ FPI ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 และขอบเขตที่ 3 ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25.2 % ทุกขอบเขตภายในปี 2567 โดยใช้ปี 2561 เป็นปีฐานซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของความตกลงปารีสและสร้างความร่วมมือด้านความรับผิดชอบผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดสมดุลทางด้านสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การลดปริมาณของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 12, 13, 17

สุดท้ายนี้ในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณ ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯด้วยดีเสมอมาตลอด 28 ปีที่ผ่านมา  และขอขอบคุณพนักงานทุกคนที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล  สร้างคุณค่าต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพของคนในสังคม

 

…………………………………

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์

ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ

 999 total views,  1 views today